สัตว์ดึกดำบรรสุดเเนว
posted on 21 Mar 2010 21:04 by priscoอันดับ 15 Deinotherium
http://www.crma.ac.th/histdept/archives/articles/thai-pre-history-korat.htm
หรือช้างงาจอบ เป็นบรรพบุรุษของช้าง ที่มีชีวิตอยู่เมื่อ 25 ล้านปีก่อน ที่ต่างจากช้างโบราณทั่วไปคือ ไม่มีงางอกออกจากขากรรไกรบน แต่กลับมีงางอกออกจากขากรรไกรล่าง1 คู่(คาง) งาที่งอกออกมามีลักษณะโค้งลงด้านล่าง ใช้ประโยชน์เพื่อการขุดดินหารากไม้หรือปอกเปลือกไม้เป็นอาหาร มีขนาดใกล้เคียงกับช้างเอเชียตัวเมีย แต่ลำตัวค่อนข้างสั้นเมื่อเทียบกับบรรพบุรุษช้างอื่นๆ พบครั้งแรกในแถบแอฟริกาตะวันออก ปัจจุบันพบซากดึกดำบรรพ์ที่ทวีปยุโรป เอเชีย แล ในประเทศไทย ในที่อำเภอปง จังหวัดพะเยา และมาพบอีกที่บ่อดูดทราย ตำบลท่าช้าง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ
อันดับ 14 Therizinosauridaes
เป็นไดโนเสาร์กินเนื้อผู้ลึกลับ เรารู้จักเรื่องราวของมันค่อนข้างน้อย เนื่องจากฟอสซิลที่สมบูรณ์ของมันมีการค้นพบไม่ค่อยมากเท่าไหร่ จุดเด่นของมันคือมันมีคอยาว และเล็บขนาดใหญ่ และขนของนกระหว่างแขนที่มีสีสันฉูดฉาด แตกต่างไดโนเสาร์กินเนื้อทั่วๆ ไป
อันดับ 13 Epidexipteryx
เป็นไดโนเสาร์ญาติของแรพเตอร์ที่ถูกพบในจีนเมื่อปี 2008 ในชั้นหินอายุประมาณ 152-168 ล้านปีในสภาพที่สมบูรณ์มาก ตัวมันมีขนาดประมาณ 20 เซนติเมตรและปกคลุมด้วยขนคล้ายนก ซึ่งปัจจุบันไม่แปลกแต่อย่างใดเพราะเราทราบกันดีว่าไดโนเสาร์นั้นเป็นบรรพบุรุษของนก ไดโนเสาร์ชนิดนี้สูงเพียง 10 นิ้ว และบินไม่ได้ หากแต่มันก็มีลักษณะพิเศษคือมีขนและหางหางยาวเฟื้อยที่มีสีสันฉูดฉาดใช้ดึงดูดเพศตรงข้ามให้มาผสมพันธุ์และเพื่อความอบอุ่น
อันดับ 12 Epidendrosaurus
มันมีชื่อหนึ่งว่า “ตะกวดต้นไม้” เป็นไดโนเสาร์ที่กำลังวิวัฒนาการเป็นนกเหมือนเจ้า Epidexipteryx เป็นไดโนเสาร์ที่วิวัฒนาการเพื่อเหมาะแก่การดำรงชีวิตบนต้นไม้ รูปร่างจึงมีขนาดเล็ก จุดเด่นของมันคือมันมีนิ้วสาวนิ้วที่ยาวอย่างน่าประหลาด เมื่อเทียบกับนิ้วของไดโนเสาร์ชนิดอื่นๆ ทั้งๆ นี้เพราะมันใช้นิ้วนั้นเพื่อขุดหาแมลงบนต้นไม้นั้นเอง ส่วนฟอสซิลของมันถูกพบในทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีนแต่ไม่สามารถระบุอายุมันได้ แต่คาดว่ามันเคยอาศัยบนโลกเมื่อ 169 ล้านปีมาแล้ว
อันดับ 11 Microraptor
แปลว่าเจ้าโจรน้อย ไดโนเสาร์ขนาดเล็กยุคต้นครีเตเชียส(เทียบขนาดแล้วมันเล็กเท่าต้นขาของมนุษย์ปกติเท่านั้น) เป็นไดโนเสาร์ที่บิน ที่จุดเด่นคือขนบริเวณหางที่ยาวจนเรียกว่าเป็นปีกอีกคู่ได้เลย ทำให้ดูแล้วน่าตื่นตาตื่นใจอย่างยิ่ง ซึ่งปีกคู่นี้ช่วยให้ไดโนเสาร์ชนิดนี้สามารถบินได้อย่างสมดุล ไดโนเสาร์ชนิดนี้ถูกพบครั้งแรกเมื่อ ปี 2000 ในประเทศจีน และเป็นฟอสซิลแรกที่พบร่องรอยชัดเจนของขน ซึ่งพบว่ามันมีชีวิตเมื่อ 120 ล้านปีมาแล้ว ซึ่งการพบครั้งนี้ช่วยให้ทฤษฏีว่าไดโนเสาร์คือญาติห่างๆ ของนกได้เป็นอย่างดี
อันดับ 10 Longisquama
มีอีกชื่อว่า “จิ้งจอก” ไม่ใช้ไดโนเสาร์ แต่เป็นสัตว์เลื้อยคลานที่ขนาดใหญ่ ในยุคภูเขาไฟระเบิดเมื่อ 230-225 ปีมาแล้ว ดูเหมือนว่าจุดเด่นของมันคือแผงหลังสีสดและยาวใหญ่บนหลังมัน มีการพบฟอสซิลของมัน หากแต่นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายยังถกเถียงถึงรูปร่างจริงๆ ของมัน ที่มันอาจมีรูปร่างไม่เหมือนจากที่เห็นก็ได้ นอกจากนี้ยังศึกษาอีกด้วยว่ามันเป็นญาติห่างๆ ของนกหรือเปล่า
อันดับ 9 Tanystropheus
ทาไนสโตรพีอัส(Tanystropheus) มีขนาดยาวประมาณ 6 เมตร จุดเด่นคือมันมีคอยาวเฟื้อยเหมือนงูที่วัดได้ถึง 3 เมตร(10 ฟุต) สามารถยืดออกได้ไกลอีกด้วย แต่มีขาที่ค่อนข้างสั้น ทำให้มันตะเกียดตะกายเดินบนพื้นดินได้ไม่ดีนัก ดังนั้นมันจึงมีชีวิตส่วนใหญ่อยู่แต่ในน้ำ ซึ่งมันสามารถที่จะวิ่ง หรือเดินไปใต้น้ำได้อย่างรวดเร็ว คอที่ยาวของมันนั้น สันนิษฐานว่าคงเอาไว้สำหรับการหายใจ คือมันจะชูคอขึ้นมาหายใจ หรือมองอะไรๆได้ในขณะที่ตัวยังอยู่ใต้น้ำ และจับปลากินด้วยคอที่แสนจะอภิมหายาวของมัน และหากหาปลาไม่ได้มันก็จะหาสัตว์น้ำชนิดอื่นกินแทน แม้มันจะมีรูปร่างคล้ายไดโนเสาร์แต่มันก็ไม่ใช่ไดโนเสาร์ นักวิทยาศาสตร์เพียงแค่จัดมันให้อยู่ในกลุ่มสัตว์เลื้อยคลานโบราณ ฟอสซิลของมันถูกพบที่ยุโรปและตะวันออกกลาง
อันดับ 8 Sharovipteryx
มีสัตว์เลื้อยคลานหลายชนิดสามารถบินได้ในสมัยของไดโนเสาร์ แต่เท่าที่เรารู้มานั้นไม่มีสัตว์เลื้อยคลานที่บินได้เหล่านี้สายพันธุ์ใดเป็นไดโนเสาร์ที่แท้จริง สัตว์เลื้อยคลานที่บินได้นี้เรียกว่า ปเตโลเสาร์ (pterosaur) บางชนิดตัวขนาดเล็กเท่านกนางแอ่นก็มี แต่ที่ตัวโตมากๆก็มีอีกเหมือนกัน
สำหรับไดโนเสาร์ตัวนี้มีลักษณะคล้ายกับเจ้า Microraptor แต่จุดเด่นคือขาติดปีกที่ยาวบนหลังมัน และสองขาติดปีกที่ขาหน้าที่มีขนาดเล็ก ซึ่งคาดว่ามันบินกระโดดไปมาแล้วร่อนลงพื้น นักวิทยาศาสตร์คาดว่ามันน่าจะเกี่ยวข้องกับพวก Pterosaurs(สัตว์เลื้อยคลานบินได้) อาศัยอยู่บนต้นไม้ ซึ่งรูปร่างของมันเหมาะสมในการปีนต้นไม้นั้นเอง
อันดับ 7 Nyctosaurus
นิคโธซอรัส หนึ่งในสกุลของ Pterosaurs(สัตว์เลื้อยคลานบินได้) เป็นไดโนเสาร์ที่พึ่งพบฟอสซิลมันในปี 1876 ที่แคสซัสอเมริกา และปี 2003 ก็มีการพบฟอสซิลที่สมบูรณ์ของตัวมัน มันมีชีวิตอยู่เมื่อ 65 ล้านปีมาแล้ว จุดเด่นคือหงอนแปลกๆขนาดใหญ่(มีหลายแบบ) ไม่มีอุ้มเล็บที่ปีก ปากแหลม และขนที่มีสีสันแปลกๆ ชอบบินเหนือทะเลเพื่อจับเหยื่อในน้ำ
อันดับ 6 Pterodaustro
อีกหนึ่งในสกุลหนึ่งในสกุลของ Pterosaurs(สัตว์เลื้อยคลานบินได้)อาศัยอยู่ในอเมริกาใต้เมื่อ 105 ล้านปีมาแล้ว จุดเด่นที่ขากรรไกล่างของตัวปเตโรดาอุสโตร มีลักษณะเหมือนกะชอนซึ่งเป้นกระดูกที่แข็งแกร่ง จนปากเหมือนปลาวาฬ โดยพวกมันคงจะใช้ปากกระชอนอันนี้เพื่อกรองปลาและสัตว์ตัวเล็กๆในทะเลเอาไว้กิน
อันดับ 5 Dunkleosteus
http://ua.webhop.net/smf/index.php?topic=47.0
ทะเลในยุคดึกดำบรรพ์นี้ช่างน่ากลัวจริงๆ เต็มไปด้วยสัตว์ร้ายต่างๆ นาๆ ดังเคิลออสเตียส (dunkleosteus) เป็นปลาขนาดใหญ่ที่มีขากรรไกร ขนาดตัวยาวเกือบ 10 เมตร เป็นผู้ล่าอันดับต้นๆในท้องทะเลช่วงยุคดีโวเนียน(Devonian period) หรือประมาณ 409-363 ล้านปีก่อน ในยุคนี้ ปลาได้วิวัฒนาการพัฒนาร่างกายขึ้นจนใหญ่มหึมาและเกราะแข็งหุ้มอยู่นอกร่างกาย ทำหน้าที่เหมือนเกราะเหล็กของนักรบโรมัน สามารถป้องกันอันตรายให้แก่ตนเองได้ ซึ่งนอกเหนือจาก ดังเคิลออสเตียส ยังมีปลาแบบนี้มากมายหลายชนิดเลยทีเดียว
ดังเคิลออสเตียส เป็นปลาหุ้มเกราะขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่มีมา ขนาดลำตัวยาวประมาณ 33 ฟุตหรือ 10 เมตร (มีความยาวเทียบได้กับรถยนต์ 3 คัน) ฟันมีแรงกัดเทียบเท่ากับ T-rex คือ 562 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร เรียกว่าเคี้ยวซีเมนต์ได้สบาย ๆ ความลับของความคมนี้คือขากรรไกรอันประกอบขึ้นจากแผ่นกระดูกคมกริบหลายแผ่น แทนที่จะเป็นขากรรไกรแล้วมีฟันเรียงเป็นซี่ๆแบบแเดียวกับปลา
เจ้าดังเคิลออสเตียส จึงจัดเป็นนักล่าแห่งท้องทะเลที่อยู่ในตำแหน่งสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร ด้วยขากรรไกรและฟันที่แข็งแรงของมันจึงสามารถเคี้ยวหอยเปลือกหนา ๆ ล่าฉลามซึ่งอยู่ในยุคเดียวกับมัน แต่มันกลับสูญพันธุ์ไปในระยะเวลาอันสั้น ส่วนหัวปลานี้ถูกค้นพบที่รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา หัวของมันก็หนักถึง 1 ตัน
แม้เจ้าดังเคิลออสเตียสจะมีเกราะแข็งแกร่ง แต่มันก็เป็นจุดอ่อนของมันเช่นกัน คือสำหรับมันจึงทำใหัมันไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้คล่องแคล่วเท่าที่ควร
อันดับ 4 Stethacanthus
http://www.siamzone.com/board/view.php?sid=1390500
สเตธาแคนทัส (Stethacanthus) ฉลามกระดานเหล็ก อยู่ในยุคเดียวกับดังเคิลออสเตียส เป็นฉลามที่ยังสลัดเกราะเหล็กออกไม่หมด ยังคงมีเกราะหนาอยู่บริเวณหัวและครีบกระโดงของมัน แม้มันจะตัวไม่ใหญ่เท่าดังเคิลโอสเตอัส แต่มันว่องไวกว่า เพราะไม่ต้องหนักเกราะเหล็กอันมหึมาเหมือนพวกปลาโบราณ อีกทั้งยังพัฒนาประสาทสัมผัสที่ไวต่อกระแสไฟฟ้าและกลิ่น แม้เพียงเลือดหยดเดียวในน้ำทะเล พวกมันก็จะได้กลิ่นอย่างง่ายดาย และสะกดรอยตามเหยื่อที่บาดเจ็บไปอย่างหิวกระหาย ก่อนจะกัดซ้ำที่แผลเดิมของเหยื่อ แม้กระทั่งดังเคิลโอสเตอัส ถ้าดันกัดกันเองแล้วเกิดเป็นแผลเลือดไหล และกับส่วนที่ยื่นมาบนหลังเหมือนครีบพับได้ มีไว้เพื่อดึงดูดเพศตรงข้าม
อันดับ 3 Helicoprion
http://www.dailyworldtoday.com/newsblank.php?news_id=4532
“เฮลิโคไพรออน” (Helicoprion-Spiral Saw) หรือฉลามฟันเลื่อยเป็นสกุลปลากลุ่มเดียวกับฉลามหรือปลากระดูกอ่อน อยู่ในลำดับปลาที่มีจุดเด่นตรงที่มีฟันแหลมคล้ายเลื่อย (Eugeneodontida) เริ่มปรากฏขึ้นในช่วง 280 ล้านปีก่อน และสูญหายในช่วงต้นยุคไทรแอสสิคประมาณ 225 ล้านปีก่อน สิ่งที่หลงเหลืออยู่เป็นเพียงส่วนฟันแข็งแรงขดเป็นวงคล้ายก้นหอย สร้างความมึนงงแก่เหล่านักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญไม่น้อย เพราะจินตนาการกันไม่ออกว่าเป็นฟันของสัตว์ชนิดใด จนเมื่อมีการค้นพบกะโหลกศีรษะฉลามสายพันธุ์ใกล้ชิดกันชื่อว่า Omithoprion จึงถึงบางอ้อ!! ว่ามันเป็นส่วนของขากรรไกรล่างของฉลามสายพันธุ์หนึ่ง โดยมีปากม้วนเป็นวงเอาฟันอายุมากที่มีขนาดเล็กกว่าไว้ด้านใน
ฟอสซิลของเฮลิโคไพรออนพบในหลายพื้นที่ของสหรัฐ เช่น ทางภาคตะวันออกของรัฐไอดาโฮ, ยูทาห์ และทางภาคตะวันตกของรัฐไวโอมิง จากฟอสซิลต่างๆที่พบทำให้สามารถแยกแยะปลาสกุลนี้ได้หลายชนิดคือ H. ferrieri, H. sierrensis, H. nevadensis, H. davish, H. bessonovi (holotype), H. ergasaminon และ H. mexicanus ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับปลาในลำดับเดียวกันแล้วเชื่อว่าโดยรวมๆฉลามสกุลนี้น่าจะมีขนาดตัวยาวประมาณ 10-15 ฟุต และไม่น่าจะเป็นปลาที่ดุร้ายนัก แม้จะมีหน้าเป็นอาวุธก็ตาม เพราะฟันที่ม้วนยาวน่ากลัวของมันทำให้ไม่สะดวกในการกินเหยื่อ จะกินได้ก็สัตว์จำพวกมีเปลือกแข็ง ลำตัวนิ่มๆ อย่างพวกกลุ่มหอยโบราณ ญาติๆกับหอยงวงช้างในปัจจุบัน อาจล่าปลาได้บ้างเป็นบางโอกาส แต่เชื่อว่ามันคงใช้วิธีพุ่งเข้าไปหาปลาที่อยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่เสียมากกว่า
นอกจากนี้ “ฟัน” ที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือนของเจ้าเฮลิโคไพรออนน่าจะเป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนไหวด้วย ทำให้ว่ายน้ำได้ไม่คล่องแคล่วว่องไวเหมือนฉลามอื่นๆ แต่ปลารุ่นหลังมีวิวัฒนาการไม่เหลือฟันขดม้วนให้เห็นอีก เหลือแต่เพียงฟันเลื่อยคมพร้อมสำหรับการเป็นนักล่าได้เหนือกว่า
อันดับ 2 Deinocheirus
ไดไนเสาร์สายพันธุ์เดอิโนเชอิรุส(deinocheirus) อาศัยอยู่ทางตอนใต้ของมองโกเลีย ประมาณ 70 ล้านปีมาแล้ว แต่ปัญหาของเราคือเราไม่เคยเห็นตัวของมันเลย รู้แต่ว่าเป็นไดโนเสาร์กินเนื้อเหมือนชนิดอื่นๆ แต่ยังไม่ชัด เราก็ได้แต่เดากันว่ารูปร่างของมันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ทั้งนี้ก็เพราะว่าเราพบแต่ส่วนที่เป็นแขนและอุ้งเล็บของมันเท่านั้น ซึ่งเท่าที่ดูจากโครงสร้างพบว่ามันมีแขนที่ยาวกว่าตัวมันหลายเท่า และอุ้มมือของมันใหญ่มากผิดปกติ มันก็คืออาวุธที่ทรงพลังสามารถฉีดเนื้อเหยื่ออย่างง่ายดาย และมันสามารถใช้ปีนต้นไม้ได้อย่างสบาย
อันดับ 1 Amphicoelias fragillimus
http://board.postjung.com/434271.html
แอมฟิซีเลียส ฟราจิลลิมัส (Amphicoelias fragillimus) เป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์กินพืชที่ใหญ่ที่สุดเคยมีในโลก ที่มีน้ำหนักราว 122 ตัน และยาวประมาณ 40-60 เมตร แต่ที่น่าเหลือเชื่อก็คือเราค้นพบฟอสซิลของมันยากเหลือเกินคาดว่ามันจะเป็นสัตว์หายาก กระดูกที่ค้นพบส่วนมากจะเป็นกระดูกชิ้นเดียวที่มีขนาดถึง 5 ฟุต สูงประมาณ 8.8 ฟุต หากได้ฟอสซิสครบถ้วนละก็มันจะกลายเป็นสัตว์ที่ยาวกว่าปลาวาฬสีน้ำเงินอย่างแน่นอน หากแต่จนบัดนี้เราก็ไม่ได้พบฟอสซิลที่ครบถ้วนของมันเลย มันเป็นภาพลวงตาหรือเรื่องหลอกลวงกันแน่?
เมื่อไม่นานมานี้ มีนักล่าฟอสซิลสมัครเล่น พบรอยเท้าไดโนเสาร์กว่า 20 รอย บนที่ราบสูง ในบริเวณพื้นราบสูงของเทือกเขายูรา (Jura plateau at Plagne) ใกล้กับทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองลียงในฝรั่งเศส โดยพบรอยเท้าไดโนเสาร์ซอโรพอดกว่า 20 รอย กินบริเวณกว้างราว 10 เฮคตาร์ (0.1 ตารางกิโลเมตร) รอยเท้าแต่ละรอย ฝังอยู่ในดินตะกอนยุคจูราสสิค วัดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางได้ประมาณ 1.2-1.5 เมตร คาดว่าเจ้าของรอยเท้าเหล่านี้ น่าจะมีน้ำหนักประมาณ 30-40 ตัน มีความยาวกว่า 25 เมตร และทิ้งรอยเท้าไว้ตั้งแต่เมื่อ 150 ล้านปีก่อน ซึ่งในสมัยนั้นพื้นที่บริเวณนี้มีสภาพเป็นทะเลที่ไม่ลึกนัก และคาดว่ายังมีรอยเท้าไดโนเสาร์ในบริเวณนี้ ที่ยังสำรวจไม่พบอีกนับร้อยหรือพันรอยเท้าได้ ซึ่งทีมวิจัยจะสำรวจต่อในปีหน้า และหากค้นพบรอยเท้าไดโนเสาร์เพิ่มเติมดังที่คาด บริเวณนี้จะกลายเป็นบริเวณที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่มีการค้นพบรอยสัตว์โลกดึกดำบรรพ์ และเชื่อว่าหากสำรวจต่ออาจได้พบฟอสซิลไดโนเสาร์ และอาจได้พบตัว แอมฟิซีเลียส ฟราจิลลิมัส ก็ได้
edit @ 21 Mar 2010 21:05:41 by Jacko Wacko
10 หนังสือที่ไม่ควรมีในโลก(แต่เปลี่ยนโลกอย่างไม่น่าเชื่อ)
posted on 21 Mar 2010 20:57 by priscoเคยมีคนรวบรวมรายการ “หนังสือที่ไม่น่าจะมีในโลก” โดยเขาได้รวบรวมรายการหนังสือที่เขาคิดว่า “มันเป็นหนังสือเลวที่สุด” ที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ มีอิทธิพลต่อโลกมากกว่าที่คิด แม้หลายคนบอกให้มองด้วยใจเป็นกลางและมองหนังสือพวกนี้ดู แต่กระนั้นมันก็อดไม่ได้ว่าหนังสื่อนั้นได้ทำให้หลายคนบนโลกเข้าใจผิด ก่อให้เกิดลัทธิ ก่อให้เกิดความคิดชาติพันธ์ที่ผิดเพี้ยน และก่อให้เกิดสิ่งไม่ดีไม่งาม จริงหรือ??
เอาและที่นี้ขึ้นอยู่กับคุณล่ะ ว่าคุณมองหนังสือพวกนี้ยังไง มองว่าขึ้นอยู่กับคนอ่านที่ตีความหรือโดนเนื้อหาหนังสือครอบงำ หรือขึ้นอยู่กับคนแต่ง มีแต่คุณเท่านั้นที่จะเป็นคนตัดสิน และหนังสือที่ไม่น่าจะมีในโลกก็มี ประมาณ 10 เล่ม ดังต่อไปนี้
อันดับ 10 Malleus Maleficarum
เป็นหนังสือแต่งโดย ไฮน์ริช เครมเมอร์ (Heinrich Kramer) และ จาคอบ สเปรนเกอร์ (Jacob Sprenger), 1486 หนังสือ มาเลอัส มาเลฟิคารัม (The Malleus Maleficarum) เป็นหนังสือที่มีอยู่จริงในยุคกลางและมีอิทธพลต่อยุโรปจริงๆ เพราะมันคือคู่มือล่าแม่มด
โดยไฮน์ริช เครมเมอร์และจาคอบ สเปรนเกอร์ นั้นเป็น ผู้พิพากษาที่สนองพระโองการสำนักพระสันตะปาปา (Papal Bull) ประกาศสำเร็จโทษพวกพ่อมด แม่มด หมอผีทั้งหลายอย่างรุนแรง ทั้งคู่เป็นเป็นชาวโดมินิกัน โดย บาทหลวงไฮน์ริช เครมเมอร์ เป็นอดีตเจ้าหน้าที่สอบสวนจากแคว้นไทรอล (อยู่ระหว่างออสเตรียตะวันตกและทางเหนือของอิตาลี) และจาคอบ สเปรนเกอร์(ทางเหนือของสวิสเซอร์แลนด์บนฝั่งแม่น้ำไรน์) ทั้งสองยังได้ร่วมกันแต่หนังสือชื่อ Malleus Maleficarum แปลเป็นภาษาอังกฤษก็คือ Hammer of Witches คู่มือสำหรับการล่าแม่มด จุตัวอักษรประมาณ 250,000 คำ เผยแพร่ระหว่างปี 1874-14669 และนานถึงสองศตวรรษที่พวกกระหายเลือดแม่มดในประเทศต่างๆ เจริญรอยตามวิธีการน่าขยะแขยงในหนังสือเล่มนี้ ซึ่งบอกวิธีจับ พิสูจน์ไต่สวน และเข่นฆ่าแม่มดต่างๆนานา ทำให้เกิดวิธีการทรมานต่างๆ นาๆ เช่น ตอกเล็บ ตามด้วยบีบขมับ เข้าเครื่องยืดแขนขา ถ้าหากยังปากแข็งก็เอาไปบีบอัดขา เอาเหล็กแดงๆจิ้มตามตัว สุดท้ายก็คือวิธี "แสตปตาโด" เอาร่างเปลือยของผู้สงสัยขึ้นแขวนโยงกับรอก และถ่วงน้ำหนักที่เท้า ดึงห้อยแขวนไว้จนกว่าจะยอมสารภาพ
เนื้อหาในเล่มเป็นการพูดถึงบทลงโทษทั้งชาย และ หญิง ไม่จำกัดแค่สตรีเพศ หรือ แม่มด เป็นหนังสือที่เกี่ยวกับคำพิพากษา ในบันทึกได้แสดงไว้ว่าพิพากษาผู้หญิงเพียงแค่แปดคน แต่คนกลับใช้มันอ้างอิงลงโทษคนบริสุทธิ์นับล้าน
9 Coming of Age in Samoa
น่าแปลกตรงที่ว่าหนังสือนี้จะติดอันดับกับเขาด้วย เพราะว่ามาร์กาเรท มีด (Margaret Mead 1901 - 1978) เป็นนักจิตวิทยาที่ทำคุณประโยชน์ต่อโลกคนหนึ่ง สนใจศึกษาองค์ประกอบด้านจิตวิทยา ในระบบวัฒนธรรม ที่มีผลต่อโดยผลงานชื่อ Coming of Age in samoa พิมพ์เผยแพร่ในปี ค. ศ.1928 นั้นเธอได้ทำการวิจัยด้วยการไปอาศัยอยู่ร่วมกับชาวเกาะซามัวในช่วงเวลาหนึ่ง และเน้นศึกษาความสัมพันธ์ของสมาชิกของสังคมนั้นในเรื่องแบบแผนการอบรมเลี้ยงดูเด็ก เช่น ฝึกการขับถ่าย การให้อาหาร และการรักษาความสะอาด ตลอดจนการอบรมสั่งสอนทางวัฒนธรรม ทำให้เธอสรุปได้ว่าแต่ละชนเผ่ามีวัฒนธรรมต่างกัน และวัฒนธรรมนี้ส่งผลให้แต่ละเผ่ามีลักษณะ เนื่องจากการอบรมไม่เหมือนกัน
ส่วนสาเหตุที่หนังสือนี้ติดอันดับเขาบอกว่าทำให้เกิดกับสับสนและความปรารถนาเรื่องเพศ เนื่องจากเรื่องราวของมีดนั้นหลายฝ่ายบอกว่าเธอได้แต่งเติมเรื่องราวเกินความเป็นจริง และเนื้อหาขัดต่อวัฒนธรรมในสังคมโลกตะวันตก
8 The Prince
เนื้อหาเอามาจาก http://talk.mthai.com/topic/70860
นิคโคโล่ มาเคียเวลลี (Niccolo Machiavelli)เป็นบิดาแห่งรัฐศาสตร์สมัยใหม่ (ส่วนสมัยเก่าคืออาริสโตเติ้ล) และเป็นนักคิดคนสำคัญของทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เรียกว่าสัจนิยมในบรรดานักคิดทางรัฐศาสตร์ที่สำคัญๆ มีบุคคลหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อแนวความคิดและอุดมการณ์ของนักการเมืองในทุกยุคทุกสมัย ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นทั้ง "นักคิดที่ไร้ศีลธรรม" และบางทีก็ได้รับการยกย่องว่าเป็น "นักคิดที่กล้าหาญ" เพราะว่าเขาพูดความจริงที่ไม่เคยมีใครในโลกเคยพูด เพราะเขาพูดถึงธรรมชาติที่แท้จริงของมนุษย์ ในทางการเมืองอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งบุคคลนั้นก็คือ Niccolo Machiavelli เขาได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่ง ชื่อ The Prince เผยแพร่ในปี 1532 ซึ่งได้เสนอแนวความคิดในทางการเมืองแบบใหม่ กำกึ่งระหว่างประโยชน์และโทษ เนื่องจากผู้นำทรราชหลายๆ คนบนโลกแห่งความจริงได้ยึดเนื้อหาหนังสือเรื่องนี้มาเป็นบรรทัดฐานในการปกครองประเทศ เช่น มุสโสลินี ฮิตเลอร์ สตาลินหรือเหมา เจ๋อ ตง เลนินล้วนแต่ดำเนินตามทฤษฎีของเขาทั้งนั้น โยเนื้อหาของหนังสือพอจะสรุปได้ดังนี้
1.แยกการเมืองออกจากศาสนา การเมืองและศาสนาเป็นคนละเรื่องกัน การเล่นการเมืองไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงศีลธรรมจรรยา ซึ่งไม่เคยมีใครเสนอแนวคิดแบบนี้มาก่อน ในขณะนักการเมืองสมัยเก่าบอกว่าผู้ปกครองควรมีคุณธรรม ศีลธรรมจรรยา และพระเจ้า
2.รัฐเป็นสิ่งสูงสุด ความต้องการของแต่ละคนที่เข้ามารวมตัวเป็นรัฐคือผลประโยชน์ รัฐจึงเป็นตัวแทนของบุคคลในการหาและรักษาผลประโยชน์ ดังนั้นการคงอยู่ของรัฐและเจตจำนงของรัฐจะต้องอยู่เหนือสิ่งอื่นใด แม้กระทั่งปัจเจกบุคคล
3.ต้องแยกรัฐออกจากศีลธรรมจรรยา ดังนั้นจึงไม่อาจพูดได้ว่ารัฐทำผิดหรือถูก เช่นเดียวกับบุคคลที่เป็นตัวแทนของรัฐ จะไปวินิจฉัยว่าเขาทำผิดหรือถูกไม่ได้เช่นกัน เพราะผลประโยชน์ของรัฐย่อมเหนือความถูกผิดทั้งปวง
4.ผู้ครองนครหรือนักการเมืองเป็นนักฉวยโอกาส ทุกคน แรงจูงใจที่ทำให้เกิดการเมือง คือผลประโยชน์ ดังนั้นนักการเมืองหรือผู้ครองนครต้องกระทำการทุกอย่างเมื่อมีโอกาส เพื่อผลประโยชน์ของรัฐ
5.อย่ากลัวถ้าจะต้องทำผิดบ้าง ผู้ปกครองที่ประสบความสำเร็จต้องทำผิดบ้าง และควรใช้ประโยชน์จากการทำผิดนั้นด้วย เพราะบางสิ่งบางอย่างที่คนภายนอกมองเห็นว่าดี แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่ได้ผลดีตามที่เห็น ในขณะที่ของที่ดูไม่ดีก็อาจจะใช้การได้ ดังนั้นผู้ปกครองไม่จำเป็นต้องเลือกแต่สิ่งที่ดีๆ แต่ควรดูว่าสิ่งๆ นั้นเมื่อนำไปปฏิบัติแล้วได้ประโยชน์หรือไม่ เพราะเมื่อจุดหมายปลายทางหรือผลที่ได้มันได้ประโยชน์ จะถือว่าสิ่งๆ นั้นเป็นสิ่งที่ดี
6.ผู้ปกครองไม่จำเป็นต้องเป็นคนดี แต่ควรแสร้งแสดงให้คนอื่นคิดว่าเป็นคนดี ด้วยวิธีการต่างๆ เพราะเป็นสิ่งที่สำคัญกว่าการเป็นคนดีเสียเองซึ่งไม่มีประโยชน์อะไร
7.ผู้ปกครองควรให้คนกลัวมากกว่าคนรัก เพราะความรักอาจกลายเป็นความเกลียดได้ แต่ความกลัวนั้นจะไม่รักและไม่เกลียด ผู้ปกครองจึงควรใช้อำนาจและความรุนแรงเพื่อให้ผู้อื่นกลัว
8.หลีกเลี่ยงการประจบสอพลอ เพราะการประจบสอพลอ คือความอ่อนแอ และทำให้ลุ่มหลง ไม่อาจมองเห็นความจริงได้ ผู้ปกครองจึงควรสนับสนุนการพูดความจริงและตั้งคนฉลาดเป็นที่ปรึกษา และรับประกันเสรีภาพของที่ปรึกษาที่จะพูดความจริงอย่างตรงไปตรงมา
9.ผู้มีอำนาจย่อมเป็นผู้ถูกเสมอ เพราะคนมีอำนาจจะทำอะไรก็ได้โดยไม่มีใครกล้าว่าว่าผิด จุดมุ่งหมายย่อมสำคัญกว่าวิธีการ จะทำอะไรก็ได้เพื่อให้บรรลุจุดหมาย
10.ผู้มีอำนาจไม่ควรอยู่ที่ทางสายกลาง เมื่อจะทำอะไรให้เต็มที่และเปิดเผย มาเคียเวลลีกล่าวว่า เราไม่สามารถรับใช้พระเจ้า และซีซาร์ได้ในขณะเดียวกัน หรือเราไม่สามารถถือดาบกับไบเบิลได้พร้อมๆ กัน
อันดับ 7 Mein Kampf
“ไมน์คัมพฟ์ (Mein Kampf) หรือ My Strugle เป็นหนังสือที่มีความหนากว่า 560 หน้า แปลไทยว่า “การต่อสู้ของข้าพเจ้า” เป็นหนังสือของบุคคลโลกไม่ลืมอย่างอดอล์ฟ ฮิตเลอร์(Adolf Hitler) ผู้นำสูงสุดของเยอรมนีในช่วงปี 1933-1945 และเป็นผู้รับผิดชอบต่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวกว่า 6 ล้านคน เขา เขียนหนังสือขึ้นจำหน่ายในปี 1925 ในช่วงที่เขากำลังตกอับ(ก่อนที่ฮิตเลอร์จะนำพรรคนาซีก้าวขึ้นมามีอำนาจและบทบาททางการเมืองสูงสุดในปี 1933) โดนจำคุกลันดิสแบร์กอัมเลช เ ขาได้ถ่ายทอดประวัติชีวิตของตัวเอง อุดมการณ์ทางการเมือง แนวคิด นโยบายพรรคของนาซี แนวความคิดลัทธิฟาสซิสต์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อมนุษย์ชาติครั้งใหญ่ที่สุด นั้นคือ มหาสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเนื้อหานี้แสดงให้เห็นความจงเกลียดจงชังชาวยิว การโฆษณาชวนเชื่อของฮิตเลอร์ โดยแบ่งเป็น บรรพ 2 บรรพ บรรพแรกเล่าประวัติชีวิตตัวเอง บ้านของข้าพเจ้า, การศึกษาและการต่อสู้ในเวียนนา,แนวทัศนทางการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะที่ข้าพเจ้าอยู่ในเวียนนา, สงครามโลก, คณะพรรคกรรมกร(ก่อนเปลี่ยนมาเป็นนาซี) , ชาติและเชื้อชาติ และบรรพที่สองเน้นเรื่องการเมือง ลักษณะแนวคิดจองฮิตเลอร์ โดนเน้นผู้ที่แข็งแรงย่อมจะเป็นคนที่แข็งแรงที่สุดเมื่ออยู่แต่ลำพัง
มีเรื่องน่าสนใจอยู่อย่างในหนังสือเล่มนี้ได้เล่าประวัติ และเมื่อชีวิตของฮิตเลอร์ช่วงหนึ่งว่า วันที่ 15 ตุลาคม ปี 1918 ฮิตเลอร์ได้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอย่างกระทันหัน เนื่องจากเขามีอาการตาบอดชั่วคราวจากการได้รับแก้สพิษ ช่วงเวลาขณะที่เขาตาบอดนี้เอง ฮิตเลอร์ได้เริ่มตัดสินใจแน่วแน่ และตั้งมั่นกับตนเองว่า เขาจะต้องทำทุกอย่างเพื่อรักษาประเทศเยอรมันนีเอาไว้ และเหตุการณ์อุบัติเหตุจากแก้สครั้งนี้ ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ฮิตเลอร์เลือกใช้แก๊ซพิษสังหารชาวยิว ดังประโยชน์หนึ่งที่เขียนไว้หน้าหนึ่งว่าฮิตเลอร์เกลียดยิวจริงๆ
"Hence today I believe that I am acting in accordance with the will of the Almighty Creator: by defending myself against the Jew, I am fighting for the work of the Lord."
"วันนี้ข้าพเจ้าเชื่อว่ากำลังทำตามประสงค์ของพระผู้สร้าง การป้องกันตัวเองจากชาวยิวคือการทำงานรับใช้พระองค์"
Mein Kampf เป็นหนังสือที่ขายดีในบราซิล เนื่องจากฐานนาซีสมัยก่อนอยู่อเมริกาใต้ ส่วนในสหรัฐอเมริกา Barnesandnoble.com เว็บไซต์ขายหนังสือที่มียอดขายสูงสุดรายหนึ่งของสหรัฐอเมริกา ออกมาแถลงว่าจะไม่มีการขายหนังสือ "Mein Kampf" เนื่องจากการเรียกร้องของกระทรวงยุติธรรมของประเทศเยอรมนี นอกจากนี้ ยังเป็นหนังสือต้องห้ามแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 20 (แต่ขอโทษ ประเทศไทยขายตามปกติครับ ไม่ได้ห้ามแต่อย่างใด) นอกจากนั้นยังมีหนังสือนี้กว่า 10 ล้านเล่ม ไหลเวียนอยู่ทั่วโลก และคนเยอรมันบางคนก็ยังมีหนังสือเล่มนี้อยู่
แต่ดูเหมือนว่าเกลียดตัวกินไข่เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง เพราะว่ามีการจัดประมูลหนังสือ เป็นหนังสือ Mein Kampf พร้อมลายเซ็นฮิตเลอร์ แถมคนที่ได้เป็นชาวรัสเซียอดีตคู่แค้นของเยอรมัน โดยประมูลไป 20000 ปอนด์ หนังสือซึ่งมีลายเซ็นของอดีตผู้นำนาซีและถูกมอบให้เป็นของขวัญคริสต์มาสเมื่อปี 1925 แก่ Rudolf Hess หนึ่งในสมาชิกพรรคนาซีซึ่งถูกคุมขังอยู่ในBarvaria โดยข้อความพร้อมลายเซ็นในหนังสือนั้นเขียนไว้ว่า "เพื่อรำลึกถึงช่วงเวลาของเราทั้งสองคนที่เรือนจำใน Landsberg ด้วยมิตรไมตรีที่มีให้ โดย อดอล์ฟ ฮิตเลอร์, คริสต์มาส 1925" กล่าวว่ากัน ฮิตเลอร์นั้นไม่ค่อยจะเซ็นชื่อลงในหนังสือสักเท่าไรดังนั้นหนังสือเล่มนี้จึงถือได้ว่าเป็นหนังสือที่หายากเป็นอย่างยิ่ง
อันดับ 6 The Pivot of Civilization
มาร์กาเรต แซงเงอร์ เราไม่ค่อยรู้เรื่องราวของเธอมากนัก เพราะไม่มีเว็บภาษาไทยพูดถึงเธอสักเท่าไหร่ นอกจากจะมีรางวัลการวางแผนครอบครัวระดับโลกที่ใช้ชื่อของเธอเป็นชื่อของรางวัล จากการดูในเว็บวีพีมีเดียพบว่าเธอเป็นนักจิตวิทยาและเป็นผู้ออกแนวคิดการคุมกำเนิดสมัยใหม่ และก่อตั้งคลินิกการวางแผนครอบครัว แม้ว่า มาร์กาเรต แซงเงอร์ จะมีผลงานเรื่องการวางแผนครอบครัว จนถึงขั้นระดับโลก ต่อหนังสือชื่อ The Pivot of Civilization วางจำหน่ายในปี 1922 แสดงให้ถึงการปรับปรุงลักษณะทางพันธุกรรมของมนุษย์ให้ดีขึ้นโดยใช้ทฤษฏีของเธอ(การควบคุมเชื้อชาติของมนุษย์โดยการเลือกผสมพันธุ์) และเชื้อชาติบริสุทธิ์(และทฤษฏีนี้ฮิตเลอร์ชอบใจมาก เลยเอาทฤษฏีของเธอไปใช้เพื่อให้ได้อารยันสายเลือดบริสุทธิ์ โดยมีหลักฐานปรากฏในหนังสือ Mein Kampf) เธอสนับสนุนการทำแท้งว่าสมควรให้ถูกกฎหมาย นอกจากนั้นเธอกล่าวว่าคนที่ด้อยต่างๆ ทางสรีระและสติปัญญา สมควรถูกฆ่าเพื่อให้เชื้อชาติที่เหนือกว่า ด้วยเหตุนี้ทำให้หนังสือเธอติดอันดับ “หนังสือที่ไม่ควรมีในโลก อันดับ 6 “ โดยไม่ยาก
อันดับ 5 Democracy and Education
หากใครจะถามการศึกษาไทยว่า “ใครว่ะเป็นคนต้นคิดการศึกษาแบบเรียนรู้เองว่ะ ไทยโง่ขึ้นทุกวันเพราะการศึกษานี้แหละ” คำตอบก็น่าจะมีชื่อ จอห์น ดิวอี้ รวมอยู่ด้วย
จอห์น ดิวอี้ (John Dewey) เป็นนักปรัชญาและนักการศึกษาซึ่งมีชื่อเสียง ที่พยายามชี้ให้เห็นว่าการศึกษาแบบเก่า (Traditional) หรือแบบอนุรักษ์ (Conservative) มีข้อดีและข้อเสียอย่างไรและการศึกษาแบบก้าวหน้า (Progressive) มีลักษณะเด่นอย่างไรบ้างในหนังสือเรื่อง Democracy and Education (1916)จอห์น ดิวอี้ ว่าโรงเรียนควรสร้างบรรยากาศของความเป็นประชาธิปไตย ให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบสังคม สร้างสมประสบการณ์ และเรียนรู้ที่จะประยุกต์ใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่จะพัฒนาสังคมมนุษย์
จอห์น ดิวอี้ ได้เสนอแนวความคิดเรื่องการศึกษาที่มีประสบการณ์เป็นพื้นฐานไว้อย่างเด่นชัด ดิวอี้มีความเห็นว่าการศึกษาที่ถูกต้อง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับแบบเก่าหรือแบบก้าวหน้าเพียงระบบใดระบบหนึ่ง ปรัชญาของดิวอี้เป็นปรัชญาที่สะท้อนออกมาเด่นชัดในเรื่องการศึกษาที่ยกย่องประสบการณ์ทั้งปวงที่จำเป็นสำหรับผู้เรียน เน้นให้ผู้เรียนมีการเรียนรู้สถานการณ์ที่เป็นจริง ทั้งในแง่ของประวัติศาสตร์และสังคม รวมทั้งความเชื่อที่เป็นระเบียบและโลกที่ไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่
แต่ทำไมหนังสือเล่มนี้จึงติดอันดับหนังสือที่ไม่มีในโลก ก็อย่างที่บอกดิวอี้เสนอให้การศึกษาต้องมีประชาธิปไตย ซึ่งมุมมองนี้ได้รับอิทธิพลอย่างมากในการศึกษาของสังคมอเมริกันโดยเฉพาะโรงเรียนรัฐ ผลคือเยาวชนมีการศึกษาตกต่ำลงจนถึงปัจจุบัน จนกระทั้งต้องเปลี่ยนระบบการศึกษาใหม่มาเป็นหลักสูตรของนิวซีแลนด์ในที่สุด
อันดับ 4 Baby and Childcare
หนังสือผลงานของ Benjamin Spock นี้เป็นทั้งเพื่อนและที่ปรึกษาในสหรัฐอเมริกา และอีกหลายประเทศทั่วโลก ตั้งแต่ปี ค.ศ.1946 และได้รับความนิยมติดอันดับหนังสือขายดีเรื่อยมา โดยหนังสือเล่มนี้กล่าวถึงการเลี้ยงเด็กแบบผสมผสาน แนะนำให้คุณแม่ใช้สัญชาตญาณและความรู้ทางการแพทย์ ที่เล่มนี้เต็มไปด้วยรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ตั้งแต่ตอนตั้งครรภ์ การพัฒนาการแต่ละวัย อาหารและการเลี้ยงดู พร้อมคำตอบของสารพัดปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวันที่คุณแม่ทั้งหลายต้องพบเจอไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กเรื่องใหญ่แค่ไหน หนังสือคำตอบนี้มีตั้งแต่ปัญหาตอนเป็นทารกจนไปถึงลูกโตถึงมหาลัยทีเดียว
แต่ทำไมหนังสือเล่มนี้จึงติดอันดับหนังสือที่ไม่มีในโลก ทั้งๆ ที่มันมันวางแผงในไทยในชื่อ “คัมภีร์เลี้ยงลูก” และขายดี ก็เนื่องจากมีการศึกษาสถิตครับว่าเด็กทารกส่วนใหญ่เกิดการเสียชีวิตเพราะคำแนะนำที่ดีของหนังสือเล่มนี้ โดยในปี 1990 มีการสนับสนุนเป็นเอกฉันท์พบว่าคำแนะนำของหนังสือนี้เกิดจริงส่งผลให้เด็กเสียชีวิตด้วยโรคหอบ เนื่องจากหนังสือสนับสนุนวิธีเลี้ยงลูกแบบ Raaing(กระตือรือร้นที่จะเริ่มทำบางสิ่ง)
ถ้าคนไม่เชื่อว่าวิธีการของคนเขียนจะทำให้เด็กตายละก็ ใครมีลูกก็ลองทำตามหนังสือเล่มนี้ก็แล้วกัน
อันดับ 3 The Protocols of the Elders of Zion
The Protocols of the Elders of Zion หรือ บันทึกข้อสนธิสัญญาของปราชญ์อาวุโสแห่งไซออน เป็นหนังสือ(เอกสาร)ปลุกระดมทำให้ผู้คนเกลียดชาวยิวครับ น่าแปลกมากคือหนังสือเล่มนี้ไม่ระบุคนเขียน เนื้อหาได้เขียนขึ้นมาโดยมีเจตนาในการตำหนิความเลวร้ายของยิว ในความพยายามครอบครองโลก และเรียกบรรดาผู้นำทางปัญญา เจ้าของความคิดชั้วร้ายว่า “ปราชญ์อาวุโสแห่งไซออน” โดยอ้างถึงชาวยิวมีความคิดจะครอบครองโลก โดยสมาคมลับของชาวยิว ว่าด้วยแผนการครองโลกขององค์กรเครือข่ายชาวยิวที่ "เซอร์เกย์ อเล็กซานโดรวิช ไนลัส” ส่งผลให้ชาวยุโรปเข้าใจชาวยิวแบบผิดๆ
หนังสือเล่มนี้ยังเป็นเครื่องมือของฮิตเลอร์ในการทำให้เกิดความเกลียดชังของชาวยิวในเยอรมนีและมีการเผยแพร่หนังสือหลังจากการปฏิวัติรัสเซียเพื่อก่อกรรมทำเข็นและความรุนแรงต่อชาวยิว(โดยอ้างว่าสมาคมลับชาวยิวอยู่เบื้องหลัง) ปัจจุบันหนังสือเล่มนี้ยังคงถูกตีพิมพ์และเผยแพร่ในหลายประเทศตะวันออกกลางเพื่อเป็นหาแนวร่วมเป็นศัตรูทางการเมืองของอิสราเอล
อันดับ 2 The Manifesto of the Communist Party
เนื้อหาจาก วีพีมีเดีย
แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์ (Manifesto of the communist party) เขียนโดย คาร์ล มาร์คซ์(Karl Marx) และ เฟรเดอริค เองเกิลส์(Friedrich Engels) ในปี 1848 ต้นกำเนิดของงานนี้เริ่มเมื่อ เองเกิลส์ เสนอว่าควรมีการเขียนหนังสือสั้นๆ เพื่อตอบคำถามว่า “ชาวคอมมิวนิสต์คิดอย่างไรเกี่ยวกับสภาพสังคมปัจจุบัน?”
Manifesto of the communist party เป็นหนังสือการเมืองเล่มหนึ่งที่มีอิทธิพลสูงต่อประวัติศาสตร์โลก จัดพิมพ์ครั้งแรกในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1848 (พ.ศ. 2390) เนื้อหาสาระเป็นการวางเป้าหมายของสหพันธ์และแผนดำเนินการ กับทั้งยังได้แถลงนโยบายในการดำเนินกิจกรรมเพื่อการปฏิวัติของชนกรรมาชีพในอันที่จะโค่นล้มระบบทุนนิยมและสร้างสังคมที่ปราศจากชนชั้น
อารัมภบทของหนังสือมีเนื้อหาเป็นเชิงปลุกใจให้ลุกขึ้นมาชุมนุมกัน ดังนี้
ปีศาจตนหนึ่ง ปีศาจแห่งลัทธิคอมมิวนิสต์กำลังวนเวียนอยู่ในยุโรป อิทธิพลทั้งปวงของยุโรปเก่าทั้งสันตะปาปาและพระเจ้าซาร์ทั้งเมตเตอร์นิชและกุยซอท ทั้งชาวพรรคหัวรุนแรงของฝรั่งเศสและสายลับตำรวจของเยอรมัน ได้รวมกันเข้าเป็นพันธมิตรอันศักดิ์สิทธิ์เพื่อกำจัดปีศาจตนนี้
มีพรรคฝ่ายค้านพรรคไหนบ้างที่ไม่ถูกฝ่ายศัตรูของตนซึ่งเป็นผู้กุมอำนาจตราหน้าว่าเป็นพรรคคอมมิวนิสต์ และมีพรรคฝ่ายค้านพรรคไหนบ้างที่ไม่เอาข้อหาลัทธิคอมมิวนิสต์โยนไปให้พวกพรรคฝ่ายค้านที่ก้าวหน้ายิ่งกว่าและพวกศัตรูที่เป็นปฏิกิริยากับตนเอง
เนื้อหาในหนังสือ แถลงการณ์ฯ กล่าวถึงข้อเสียของทุนนิยมที่ทำลายความอบอุ่นของชีวิต ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของมนุษย์ส่วนใหญ่ได้ และเน้นจุดยืนที่ชาวสังคมนิยม (หรือชาวคอมมิวนิสต์) ควรนำมาใช้ในการต่อสู้ และความสำคัญของการสร้างพรรคของกรรมาชีพเพื่อบรรลุผลสำเร็จ
The Manifesto of the Communist Party ได้รับการเสนอชื่อ “หนังสืออันตรายที่สุดอันดับ 1 เท่าที่โลกเคยมีมา” เปัจจุบันหนังสือ แถลงการณ์ฯ เป็นหนังสือประกาศนโยบายของชาวมาร์คซิสต์ทั่วโลก และถึงแม้ว่าเวลาได้ผ่านไป 150 กว่าปีหลังจากที่หนังสือนี้แรกออกมา แต่หนังสือนี้ยังถูกตีพิมพ์ในภาษาต่างๆของมนุษย์อย่างทั่วถึงมากกว่าหนังสืออื่นใดในโลก
อันดับ 1 Darwin’s Black Box
http://www.sudipan.net/phpBB2/viewtopic.php?p=37923
คุณเคยเข้าบอร์ดที่พูดเกี่ยวกับศาสนาหรือเปล่าครับ ความจริงเรื่องศาสนานี้ไม่ควรนำมาลงพูดในกระทู้ในเว็บเลยนะครับ โดยเฉพาะ เรื่องศาสนากับวิทยาสตร์นี้มันเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายไม่ยอมให้เข้ากันเลย หากเราเอาเรื่องศาสนามาอธิบายเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์นี้นับลองมีแต่เรื่องทะเลาะกันไม่รู้จบ และประเด็นหนึ่งที่เป็นปัญหาที่ไม่สมควรโลกแตกเลย แต่มักหยิบยกให้ทะเลาะกัน คือทฤษฎีวิวัฒนาการของชาร์ล ดาร์วินCharles Darwin
แม้ทฤษฎีวิวัฒนาการของ ดาร์วิน อยู่มาร้อยห้าสิบปีแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้รับการยอมรับในหลายประเทศ รวมทั้งที่อเมริกา ที่คนส่วนใหญ่ที่เคร่งศาสนาและไม่ได้เป็นนักวิทยาศาสตร์ ไม่เชื่อทฤษฎีนี้ (ชาร์ล ดาร์วิน ได้กล่าวด้วยตัวเขาเองว่า “ ทฤษฎีของข้าพเจ้านั้นไม่ใช่ข้อมูลหรือข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์ แต่มันเป็นเพียงความเชื่อหรือความคิดส่วนตัวของข้าพเจ้าเท่านั้น)
อีกทั้งในปี 1996 มีหนังสือชื่อ darwin black box เขียนโดยไมเคิล บีฮี(Michael Behe)นักวิทยาศาสตร์โบราณ เคร่งศาสนา และนักชีววิทยาชาวอเมริกาได้เขย่าวงการทฤษฎีวิวัฒนาการอย่างรุนแรง โดยเขาชี้ให้เห็นว่าการทำงานของระบบภายในของมนุษย์และสัตว์นั้น แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
หนังสือเรื่อง Darwin Blackbox ปัจจุบันได้ถูกหักล้างแล้วด้วยงานวิจัยที่สนับสนุนทฤษฎีวิวัฒนาการ ที่พิสูจน์ด้วยหลักฐานใหม่ๆอยู่เสมอ แต่กระนั้นหนังสือเล่มนี้ได้กลายเป็นเชื้อเพลิงที่แสดงให้เห็นว่าวิทยาศาสตร์และศาสนานั้นไม่สมควรจะคู่กันกันได้ นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดการถกเถียงจากองค์กรวิทยาศาสตร์ทั่วโลกจนกลายเป็นข้อพิพากษาในชุมนุมนักวิทยาศาสตร์