อ่านดูอาจรุนแรง เพราะว่าหนังสือเป็นสื่อที่เสรีภาพ(บางประเทศก็ถูกจำกัดด้วยกฎหมาย เช่น อย่าพาดพิงถึงกษัตริย์) และเพราะอย่างงั้นหนังสือจึงเป็นส่วนหนึ่งของทรัพยากรแสนยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ที่สามารถนำเสนอสิ่งดีและไม่ดี ความคิดของคนเขียนได้ และที่น่ากลัวกว่านั้นหนังสือบางเล่มก็มีเนื้อหาทำให้ผู้อ่านเข้าใจผิดจนไปสู่โศกนาฏกรรมในโลกแห่งความจริงใบนี้ได้

                เคยมีคนรวบรวมรายการ “หนังสือที่ไม่น่าจะมีในโลก” โดยเขาได้รวบรวมรายการหนังสือที่เขาคิดว่า “มันเป็นหนังสือเลวที่สุด” ที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ มีอิทธิพลต่อโลกมากกว่าที่คิด แม้หลายคนบอกให้มองด้วยใจเป็นกลางและมองหนังสือพวกนี้ดู แต่กระนั้นมันก็อดไม่ได้ว่าหนังสื่อนั้นได้ทำให้หลายคนบนโลกเข้าใจผิด ก่อให้เกิดลัทธิ ก่อให้เกิดความคิดชาติพันธ์ที่ผิดเพี้ยน และก่อให้เกิดสิ่งไม่ดีไม่งาม จริงหรือ??

เอาและที่นี้ขึ้นอยู่กับคุณล่ะ ว่าคุณมองหนังสือพวกนี้ยังไง มองว่าขึ้นอยู่กับคนอ่านที่ตีความหรือโดนเนื้อหาหนังสือครอบงำ หรือขึ้นอยู่กับคนแต่ง มีแต่คุณเท่านั้นที่จะเป็นคนตัดสิน และหนังสือที่ไม่น่าจะมีในโลกก็มี ประมาณ 10 เล่ม ดังต่อไปนี้

 

อันดับ 10 Malleus Maleficarum

 Malleus

เป็นหนังสือแต่งโดย  ไฮน์ริช เครมเมอร์ (Heinrich Kramer) และ  จาคอบ สเปรนเกอร์ (Jacob Sprenger), 1486 หนังสือ มาเลอัส มาเลฟิคารัม (The Malleus Maleficarum) เป็นหนังสือที่มีอยู่จริงในยุคกลางและมีอิทธพลต่อยุโรปจริงๆ เพราะมันคือคู่มือล่าแม่มด

โดยไฮน์ริช เครมเมอร์และจาคอบ สเปรนเกอร์ นั้นเป็น ผู้พิพากษาที่สนองพระโองการสำนักพระสันตะปาปา (Papal Bull) ประกาศสำเร็จโทษพวกพ่อมด แม่มด หมอผีทั้งหลายอย่างรุนแรง ทั้งคู่เป็นเป็นชาวโดมินิกัน โดย บาทหลวงไฮน์ริช เครมเมอร์ เป็นอดีตเจ้าหน้าที่สอบสวนจากแคว้นไทรอล (อยู่ระหว่างออสเตรียตะวันตกและทางเหนือของอิตาลี) และจาคอบ สเปรนเกอร์(ทางเหนือของสวิสเซอร์แลนด์บนฝั่งแม่น้ำไรน์) ทั้งสองยังได้ร่วมกันแต่หนังสือชื่อ Malleus Maleficarum แปลเป็นภาษาอังกฤษก็คือ Hammer of Witches คู่มือสำหรับการล่าแม่มด จุตัวอักษรประมาณ 250,000 คำ เผยแพร่ระหว่างปี 1874-14669 และนานถึงสองศตวรรษที่พวกกระหายเลือดแม่มดในประเทศต่างๆ เจริญรอยตามวิธีการน่าขยะแขยงในหนังสือเล่มนี้ ซึ่งบอกวิธีจับ พิสูจน์ไต่สวน และเข่นฆ่าแม่มดต่างๆนานา ทำให้เกิดวิธีการทรมานต่างๆ นาๆ เช่น ตอกเล็บ ตามด้วยบีบขมับ เข้าเครื่องยืดแขนขา ถ้าหากยังปากแข็งก็เอาไปบีบอัดขา เอาเหล็กแดงๆจิ้มตามตัว สุดท้ายก็คือวิธี "แสตปตาโด" เอาร่างเปลือยของผู้สงสัยขึ้นแขวนโยงกับรอก และถ่วงน้ำหนักที่เท้า ดึงห้อยแขวนไว้จนกว่าจะยอมสารภาพ

เนื้อหาในเล่มเป็นการพูดถึงบทลงโทษทั้งชาย และ หญิง ไม่จำกัดแค่สตรีเพศ หรือ แม่มด เป็นหนังสือที่เกี่ยวกับคำพิพากษา ในบันทึกได้แสดงไว้ว่าพิพากษาผู้หญิงเพียงแค่แปดคน แต่คนกลับใช้มันอ้างอิงลงโทษคนบริสุทธิ์นับล้าน

 

9  Coming of Age in Samoa

 9780688050337

น่าแปลกตรงที่ว่าหนังสือนี้จะติดอันดับกับเขาด้วย เพราะว่ามาร์กาเรท มีด (Margaret Mead 1901 - 1978) เป็นนักจิตวิทยาที่ทำคุณประโยชน์ต่อโลกคนหนึ่ง สนใจศึกษาองค์ประกอบด้านจิตวิทยา ในระบบวัฒนธรรม ที่มีผลต่อโดยผลงานชื่อ  Coming of Age in samoa พิมพ์เผยแพร่ในปี ค. ศ.1928  นั้นเธอได้ทำการวิจัยด้วยการไปอาศัยอยู่ร่วมกับชาวเกาะซามัวในช่วงเวลาหนึ่ง และเน้นศึกษาความสัมพันธ์ของสมาชิกของสังคมนั้นในเรื่องแบบแผนการอบรมเลี้ยงดูเด็ก  เช่น  ฝึกการขับถ่าย การให้อาหาร และการรักษาความสะอาด ตลอดจนการอบรมสั่งสอนทางวัฒนธรรม ทำให้เธอสรุปได้ว่าแต่ละชนเผ่ามีวัฒนธรรมต่างกัน และวัฒนธรรมนี้ส่งผลให้แต่ละเผ่ามีลักษณะ เนื่องจากการอบรมไม่เหมือนกัน

ส่วนสาเหตุที่หนังสือนี้ติดอันดับเขาบอกว่าทำให้เกิดกับสับสนและความปรารถนาเรื่องเพศ เนื่องจากเรื่องราวของมีดนั้นหลายฝ่ายบอกว่าเธอได้แต่งเติมเรื่องราวเกินความเป็นจริง และเนื้อหาขัดต่อวัฒนธรรมในสังคมโลกตะวันตก

 

8 The Prince

 Webmachmansfieldhbfc0226500438

เนื้อหาเอามาจาก http://talk.mthai.com/topic/70860

นิคโคโล่ มาเคียเวลลี (Niccolo Machiavelli)เป็นบิดาแห่งรัฐศาสตร์สมัยใหม่ (ส่วนสมัยเก่าคืออาริสโตเติ้ล) และเป็นนักคิดคนสำคัญของทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เรียกว่าสัจนิยมในบรรดานักคิดทางรัฐศาสตร์ที่สำคัญๆ มีบุคคลหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อแนวความคิดและอุดมการณ์ของนักการเมืองในทุกยุคทุกสมัย ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นทั้ง "นักคิดที่ไร้ศีลธรรม" และบางทีก็ได้รับการยกย่องว่าเป็น "นักคิดที่กล้าหาญ" เพราะว่าเขาพูดความจริงที่ไม่เคยมีใครในโลกเคยพูด เพราะเขาพูดถึงธรรมชาติที่แท้จริงของมนุษย์ ในทางการเมืองอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งบุคคลนั้นก็คือ Niccolo Machiavelli เขาได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่ง ชื่อ The Prince เผยแพร่ในปี 1532 ซึ่งได้เสนอแนวความคิดในทางการเมืองแบบใหม่ กำกึ่งระหว่างประโยชน์และโทษ เนื่องจากผู้นำทรราชหลายๆ คนบนโลกแห่งความจริงได้ยึดเนื้อหาหนังสือเรื่องนี้มาเป็นบรรทัดฐานในการปกครองประเทศ เช่น มุสโสลินี ฮิตเลอร์ สตาลินหรือเหมา เจ๋อ ตง เลนินล้วนแต่ดำเนินตามทฤษฎีของเขาทั้งนั้น โยเนื้อหาของหนังสือพอจะสรุปได้ดังนี้

1.แยกการเมืองออกจากศาสนา การเมืองและศาสนาเป็นคนละเรื่องกัน การเล่นการเมืองไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงศีลธรรมจรรยา ซึ่งไม่เคยมีใครเสนอแนวคิดแบบนี้มาก่อน ในขณะนักการเมืองสมัยเก่าบอกว่าผู้ปกครองควรมีคุณธรรม ศีลธรรมจรรยา และพระเจ้า

2.รัฐเป็นสิ่งสูงสุด ความต้องการของแต่ละคนที่เข้ามารวมตัวเป็นรัฐคือผลประโยชน์ รัฐจึงเป็นตัวแทนของบุคคลในการหาและรักษาผลประโยชน์ ดังนั้นการคงอยู่ของรัฐและเจตจำนงของรัฐจะต้องอยู่เหนือสิ่งอื่นใด แม้กระทั่งปัจเจกบุคคล

3.ต้องแยกรัฐออกจากศีลธรรมจรรยา ดังนั้นจึงไม่อาจพูดได้ว่ารัฐทำผิดหรือถูก เช่นเดียวกับบุคคลที่เป็นตัวแทนของรัฐ จะไปวินิจฉัยว่าเขาทำผิดหรือถูกไม่ได้เช่นกัน เพราะผลประโยชน์ของรัฐย่อมเหนือความถูกผิดทั้งปวง

4.ผู้ครองนครหรือนักการเมืองเป็นนักฉวยโอกาส ทุกคน แรงจูงใจที่ทำให้เกิดการเมือง คือผลประโยชน์ ดังนั้นนักการเมืองหรือผู้ครองนครต้องกระทำการทุกอย่างเมื่อมีโอกาส เพื่อผลประโยชน์ของรัฐ

5.อย่ากลัวถ้าจะต้องทำผิดบ้าง ผู้ปกครองที่ประสบความสำเร็จต้องทำผิดบ้าง และควรใช้ประโยชน์จากการทำผิดนั้นด้วย เพราะบางสิ่งบางอย่างที่คนภายนอกมองเห็นว่าดี แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่ได้ผลดีตามที่เห็น ในขณะที่ของที่ดูไม่ดีก็อาจจะใช้การได้ ดังนั้นผู้ปกครองไม่จำเป็นต้องเลือกแต่สิ่งที่ดีๆ แต่ควรดูว่าสิ่งๆ นั้นเมื่อนำไปปฏิบัติแล้วได้ประโยชน์หรือไม่ เพราะเมื่อจุดหมายปลายทางหรือผลที่ได้มันได้ประโยชน์ จะถือว่าสิ่งๆ นั้นเป็นสิ่งที่ดี

6.ผู้ปกครองไม่จำเป็นต้องเป็นคนดี แต่ควรแสร้งแสดงให้คนอื่นคิดว่าเป็นคนดี ด้วยวิธีการต่างๆ เพราะเป็นสิ่งที่สำคัญกว่าการเป็นคนดีเสียเองซึ่งไม่มีประโยชน์อะไร

7.ผู้ปกครองควรให้คนกลัวมากกว่าคนรัก เพราะความรักอาจกลายเป็นความเกลียดได้ แต่ความกลัวนั้นจะไม่รักและไม่เกลียด ผู้ปกครองจึงควรใช้อำนาจและความรุนแรงเพื่อให้ผู้อื่นกลัว

8.หลีกเลี่ยงการประจบสอพลอ เพราะการประจบสอพลอ คือความอ่อนแอ และทำให้ลุ่มหลง ไม่อาจมองเห็นความจริงได้ ผู้ปกครองจึงควรสนับสนุนการพูดความจริงและตั้งคนฉลาดเป็นที่ปรึกษา และรับประกันเสรีภาพของที่ปรึกษาที่จะพูดความจริงอย่างตรงไปตรงมา

9.ผู้มีอำนาจย่อมเป็นผู้ถูกเสมอ เพราะคนมีอำนาจจะทำอะไรก็ได้โดยไม่มีใครกล้าว่าว่าผิด จุดมุ่งหมายย่อมสำคัญกว่าวิธีการ จะทำอะไรก็ได้เพื่อให้บรรลุจุดหมาย

10.ผู้มีอำนาจไม่ควรอยู่ที่ทางสายกลาง เมื่อจะทำอะไรให้เต็มที่และเปิดเผย มาเคียเวลลีกล่าวว่า เราไม่สามารถรับใช้พระเจ้า และซีซาร์ได้ในขณะเดียวกัน หรือเราไม่สามารถถือดาบกับไบเบิลได้พร้อมๆ กัน

  อันดับ 7 Mein Kampf  Index

ไมน์คัมพฟ์ (Mein Kampf) หรือ My Strugle เป็นหนังสือที่มีความหนากว่า 560 หน้า  แปลไทยว่า “การต่อสู้ของข้าพเจ้า” เป็นหนังสือของบุคคลโลกไม่ลืมอย่างอดอล์ฟ ฮิตเลอร์(Adolf Hitler) ผู้นำสูงสุดของเยอรมนีในช่วงปี 1933-1945 และเป็นผู้รับผิดชอบต่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวกว่า 6 ล้านคน เขา เขียนหนังสือขึ้นจำหน่ายในปี  1925 ในช่วงที่เขากำลังตกอับ(ก่อนที่ฮิตเลอร์จะนำพรรคนาซีก้าวขึ้นมามีอำนาจและบทบาททางการเมืองสูงสุดในปี 1933) โดนจำคุกลันดิสแบร์กอัมเลช เ ขาได้ถ่ายทอดประวัติชีวิตของตัวเอง อุดมการณ์ทางการเมือง แนวคิด นโยบายพรรคของนาซี แนวความคิดลัทธิฟาสซิสต์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อมนุษย์ชาติครั้งใหญ่ที่สุด นั้นคือ มหาสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเนื้อหานี้แสดงให้เห็นความจงเกลียดจงชังชาวยิว การโฆษณาชวนเชื่อของฮิตเลอร์ โดยแบ่งเป็น บรรพ 2 บรรพ บรรพแรกเล่าประวัติชีวิตตัวเอง บ้านของข้าพเจ้า, การศึกษาและการต่อสู้ในเวียนนา,แนวทัศนทางการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะที่ข้าพเจ้าอยู่ในเวียนนา, สง