สัตว์ดึกดำบรรสุดเเนว

posted on 21 Mar 2010 21:04 by prisco

อันดับ 15 Deinotherium

 

http://www.crma.ac.th/histdept/archives/articles/thai-pre-history-korat.htm

หรือช้างงาจอบ เป็นบรรพบุรุษของช้าง ที่มีชีวิตอยู่เมื่อ 25 ล้านปีก่อน  ที่ต่างจากช้างโบราณทั่วไปคือ ไม่มีงางอกออกจากขากรรไกรบน แต่กลับมีงางอกออกจากขากรรไกรล่าง1 คู่(คาง) งาที่งอกออกมามีลักษณะโค้งลงด้านล่าง ใช้ประโยชน์เพื่อการขุดดินหารากไม้หรือปอกเปลือกไม้เป็นอาหาร มีขนาดใกล้เคียงกับช้างเอเชียตัวเมีย แต่ลำตัวค่อนข้างสั้นเมื่อเทียบกับบรรพบุรุษช้างอื่นๆ พบครั้งแรกในแถบแอฟริกาตะวันออก ปัจจุบันพบซากดึกดำบรรพ์ที่ทวีปยุโรป เอเชีย แล ในประเทศไทย ในที่อำเภอปง จังหวัดพะเยา และมาพบอีกที่บ่อดูดทราย ตำบลท่าช้าง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ

 

อันดับ 14 Therizinosauridaes

 

เป็นไดโนเสาร์กินเนื้อผู้ลึกลับ เรารู้จักเรื่องราวของมันค่อนข้างน้อย เนื่องจากฟอสซิลที่สมบูรณ์ของมันมีการค้นพบไม่ค่อยมากเท่าไหร่  จุดเด่นของมันคือมันมีคอยาว และเล็บขนาดใหญ่ และขนของนกระหว่างแขนที่มีสีสันฉูดฉาด แตกต่างไดโนเสาร์กินเนื้อทั่วๆ ไป

 

อันดับ 13 Epidexipteryx

 

เป็นไดโนเสาร์ญาติของแรพเตอร์ที่ถูกพบในจีนเมื่อปี 2008 ในชั้นหินอายุประมาณ 152-168 ล้านปีในสภาพที่สมบูรณ์มาก ตัวมันมีขนาดประมาณ 20 เซนติเมตรและปกคลุมด้วยขนคล้ายนก ซึ่งปัจจุบันไม่แปลกแต่อย่างใดเพราะเราทราบกันดีว่าไดโนเสาร์นั้นเป็นบรรพบุรุษของนก ไดโนเสาร์ชนิดนี้สูงเพียง 10 นิ้ว และบินไม่ได้ หากแต่มันก็มีลักษณะพิเศษคือมีขนและหางหางยาวเฟื้อยที่มีสีสันฉูดฉาดใช้ดึงดูดเพศตรงข้ามให้มาผสมพันธุ์และเพื่อความอบอุ่น

 

อันดับ 12 Epidendrosaurus

 

มันมีชื่อหนึ่งว่า “ตะกวดต้นไม้” เป็นไดโนเสาร์ที่กำลังวิวัฒนาการเป็นนกเหมือนเจ้า  Epidexipteryx เป็นไดโนเสาร์ที่วิวัฒนาการเพื่อเหมาะแก่การดำรงชีวิตบนต้นไม้ รูปร่างจึงมีขนาดเล็ก จุดเด่นของมันคือมันมีนิ้วสาวนิ้วที่ยาวอย่างน่าประหลาด เมื่อเทียบกับนิ้วของไดโนเสาร์ชนิดอื่นๆ  ทั้งๆ นี้เพราะมันใช้นิ้วนั้นเพื่อขุดหาแมลงบนต้นไม้นั้นเอง  ส่วนฟอสซิลของมันถูกพบในทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีนแต่ไม่สามารถระบุอายุมันได้ แต่คาดว่ามันเคยอาศัยบนโลกเมื่อ 169 ล้านปีมาแล้ว

 

อันดับ 11 Microraptor

 

แปลว่าเจ้าโจรน้อย ไดโนเสาร์ขนาดเล็กยุคต้นครีเตเชียส(เทียบขนาดแล้วมันเล็กเท่าต้นขาของมนุษย์ปกติเท่านั้น)  เป็นไดโนเสาร์ที่บิน ที่จุดเด่นคือขนบริเวณหางที่ยาวจนเรียกว่าเป็นปีกอีกคู่ได้เลย ทำให้ดูแล้วน่าตื่นตาตื่นใจอย่างยิ่ง ซึ่งปีกคู่นี้ช่วยให้ไดโนเสาร์ชนิดนี้สามารถบินได้อย่างสมดุล ไดโนเสาร์ชนิดนี้ถูกพบครั้งแรกเมื่อ ปี 2000 ในประเทศจีน และเป็นฟอสซิลแรกที่พบร่องรอยชัดเจนของขน ซึ่งพบว่ามันมีชีวิตเมื่อ 120 ล้านปีมาแล้ว ซึ่งการพบครั้งนี้ช่วยให้ทฤษฏีว่าไดโนเสาร์คือญาติห่างๆ ของนกได้เป็นอย่างดี

 

อันดับ 10 Longisquama

 

มีอีกชื่อว่า “จิ้งจอก” ไม่ใช้ไดโนเสาร์ แต่เป็นสัตว์เลื้อยคลานที่ขนาดใหญ่ ในยุคภูเขาไฟระเบิดเมื่อ 230-225 ปีมาแล้ว ดูเหมือนว่าจุดเด่นของมันคือแผงหลังสีสดและยาวใหญ่บนหลังมัน มีการพบฟอสซิลของมัน หากแต่นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายยังถกเถียงถึงรูปร่างจริงๆ ของมัน ที่มันอาจมีรูปร่างไม่เหมือนจากที่เห็นก็ได้ นอกจากนี้ยังศึกษาอีกด้วยว่ามันเป็นญาติห่างๆ ของนกหรือเปล่า

 

อันดับ 9 Tanystropheus

 

ทาไนสโตรพีอัส(Tanystropheus) มีขนาดยาวประมาณ 6 เมตร  จุดเด่นคือมันมีคอยาวเฟื้อยเหมือนงูที่วัดได้ถึง 3 เมตร(10 ฟุต) สามารถยืดออกได้ไกลอีกด้วย แต่มีขาที่ค่อนข้างสั้น ทำให้มันตะเกียดตะกายเดินบนพื้นดินได้ไม่ดีนัก ดังนั้นมันจึงมีชีวิตส่วนใหญ่อยู่แต่ในน้ำ ซึ่งมันสามารถที่จะวิ่ง หรือเดินไปใต้น้ำได้อย่างรวดเร็ว คอที่ยาวของมันนั้น สันนิษฐานว่าคงเอาไว้สำหรับการหายใจ คือมันจะชูคอขึ้นมาหายใจ หรือมองอะไรๆได้ในขณะที่ตัวยังอยู่ใต้น้ำ และจับปลากินด้วยคอที่แสนจะอภิมหายาวของมัน และหากหาปลาไม่ได้มันก็จะหาสัตว์น้ำชนิดอื่นกินแทน แม้มันจะมีรูปร่างคล้ายไดโนเสาร์แต่มันก็ไม่ใช่ไดโนเสาร์ นักวิทยาศาสตร์เพียงแค่จัดมันให้อยู่ในกลุ่มสัตว์เลื้อยคลานโบราณ ฟอสซิลของมันถูกพบที่ยุโรปและตะวันออกกลาง


         อันดับ
8 Sharovipteryx

 

มีสัตว์เลื้อยคลานหลายชนิดสามารถบินได้ในสมัยของไดโนเสาร์ แต่เท่าที่เรารู้มานั้นไม่มีสัตว์เลื้อยคลานที่บินได้เหล่านี้สายพันธุ์ใดเป็นไดโนเสาร์ที่แท้จริง สัตว์เลื้อยคลานที่บินได้นี้เรียกว่า ปเตโลเสาร์ (pterosaur) บางชนิดตัวขนาดเล็กเท่านกนางแอ่นก็มี แต่ที่ตัวโตมากๆก็มีอีกเหมือนกัน

                สำหรับไดโนเสาร์ตัวนี้มีลักษณะคล้ายกับเจ้า Microraptor แต่จุดเด่นคือขาติดปีกที่ยาวบนหลังมัน และสองขาติดปีกที่ขาหน้าที่มีขนาดเล็ก ซึ่งคาดว่ามันบินกระโดดไปมาแล้วร่อนลงพื้น  นักวิทยาศาสตร์คาดว่ามันน่าจะเกี่ยวข้องกับพวก Pterosaurs(สัตว์เลื้อยคลานบินได้) อาศัยอยู่บนต้นไม้ ซึ่งรูปร่างของมันเหมาะสมในการปีนต้นไม้นั้นเอง

 

อันดับ 7 Nyctosaurus

 

นิคโธซอรัส หนึ่งในสกุลของ Pterosaurs(สัตว์เลื้อยคลานบินได้) เป็นไดโนเสาร์ที่พึ่งพบฟอสซิลมันในปี 1876 ที่แคสซัสอเมริกา และปี 2003 ก็มีการพบฟอสซิลที่สมบูรณ์ของตัวมัน มันมีชีวิตอยู่เมื่อ 65 ล้านปีมาแล้ว จุดเด่นคือหงอนแปลกๆขนาดใหญ่(มีหลายแบบ) ไม่มีอุ้มเล็บที่ปีก ปากแหลม และขนที่มีสีสันแปลกๆ ชอบบินเหนือทะเลเพื่อจับเหยื่อในน้ำ

 

อันดับ 6 Pterodaustro

         

อีกหนึ่งในสกุลหนึ่งในสกุลของ Pterosaurs(สัตว์เลื้อยคลานบินได้)อาศัยอยู่ในอเมริกาใต้เมื่อ 105 ล้านปีมาแล้ว จุดเด่นที่ขากรรไกล่างของตัวปเตโรดาอุสโตร มีลักษณะเหมือนกะชอนซึ่งเป้นกระดูกที่แข็งแกร่ง จนปากเหมือนปลาวาฬ โดยพวกมันคงจะใช้ปากกระชอนอันนี้เพื่อกรองปลาและสัตว์ตัวเล็กๆในทะเลเอาไว้กิน

 

อันดับ 5 Dunkleosteus

 

http://ua.webhop.net/smf/index.php?topic=47.0

ทะเลในยุคดึกดำบรรพ์นี้ช่างน่ากลัวจริงๆ เต็มไปด้วยสัตว์ร้ายต่างๆ นาๆ ดังเคิลออสเตียส (dunkleosteus) เป็นปลาขนาดใหญ่ที่มีขากรรไกร ขนาดตัวยาวเกือบ 10 เมตร เป็นผู้ล่าอันดับต้นๆในท้องทะเลช่วงยุคดีโวเนียน(Devonian period) หรือประมาณ 409-363 ล้านปีก่อน ในยุคนี้ ปลาได้วิวัฒนาการพัฒนาร่างกายขึ้นจนใหญ่มหึมาและเกราะแข็งหุ้มอยู่นอกร่างกาย ทำหน้าที่เหมือนเกราะเหล็กของนักรบโรมัน สามารถป้องกันอันตรายให้แก่ตนเองได้  ซึ่งนอกเหนือจาก ดังเคิลออสเตียส ยังมีปลาแบบนี้มากมายหลายชนิดเลยทีเดียว

ดังเคิลออสเตียส เป็นปลาหุ้มเกราะขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่มีมา ขนาดลำตัวยาวประมาณ 33 ฟุตหรือ 10 เมตร (มีความยาวเทียบได้กับรถยนต์ 3 คัน) ฟันมีแรงกัดเทียบเท่ากับ T-rex คือ 562 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร เรียกว่าเคี้ยวซีเมนต์ได้สบาย ๆ  ความลับของความคมนี้คือขากรรไกรอันประกอบขึ้นจากแผ่นกระดูกคมกริบหลายแผ่น แทนที่จะเป็นขากรรไกรแล้วมีฟันเรียงเป็นซี่ๆแบบแเดียวกับปลา

เจ้าดังเคิลออสเตียส จึงจัดเป็นนักล่าแห่งท้องทะเลที่อยู่ในตำแหน่งสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร ด้วยขากรรไกรและฟันที่แข็งแรงของมันจึงสามารถเคี้ยวหอยเปลือกหนา ๆ  ล่าฉลามซึ่งอยู่ในยุคเดียวกับมัน แต่มันกลับสูญพันธุ์ไปในระยะเวลาอันสั้น  ส่วนหัวปลานี้ถูกค้นพบที่รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา หัวของมันก็หนักถึง 1 ตัน

แม้เจ้าดังเคิลออสเตียสจะมีเกราะแข็งแกร่ง แต่มันก็เป็นจุดอ่อนของมันเช่นกัน คือสำหรับมันจึงทำใหัมันไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้คล่องแคล่วเท่าที่ควร

 


 

อันดับ 4 Stethacanthus

 

http://www.siamzone.com/board/view.php?sid=1390500

สเตธาแคนทัส (Stethacanthus) ฉลามกระดานเหล็ก อยู่ในยุคเดียวกับดังเคิลออสเตียส เป็นฉลามที่ยังสลัดเกราะเหล็กออกไม่หมด ยังคงมีเกราะหนาอยู่บริเวณหัวและครีบกระโดงของมัน  แม้มันจะตัวไม่ใหญ่เท่าดังเคิลโอสเตอัส แต่มันว่องไวกว่า เพราะไม่ต้องหนักเกราะเหล็กอันมหึมาเหมือนพวกปลาโบราณ อีกทั้งยังพัฒนาประสาทสัมผัสที่ไวต่อกระแสไฟฟ้าและกลิ่น แม้เพียงเลือดหยดเดียวในน้ำทะเล  พวกมันก็จะได้กลิ่นอย่างง่ายดาย และสะกดรอยตามเหยื่อที่บาดเจ็บไปอย่างหิวกระหาย ก่อนจะกัดซ้ำที่แผลเดิมของเหยื่อ แม้กระทั่งดังเคิลโอสเตอัส ถ้าดันกัดกันเองแล้วเกิดเป็นแผลเลือดไหล และกับส่วนที่ยื่นมาบนหลังเหมือนครีบพับได้  มีไว้เพื่อดึงดูดเพศตรงข้าม

 

อันดับ 3 Helicoprion

 

http://www.dailyworldtoday.com/newsblank.php?news_id=4532

เฮลิโคไพรออน” (Helicoprion-Spiral Saw) หรือฉลามฟันเลื่อยเป็นสกุลปลากลุ่มเดียวกับฉลามหรือปลากระดูกอ่อน อยู่ในลำดับปลาที่มีจุดเด่นตรงที่มีฟันแหลมคล้ายเลื่อย (Eugeneodontida) เริ่มปรากฏขึ้นในช่วง 280 ล้านปีก่อน และสูญหายในช่วงต้นยุคไทรแอสสิคประมาณ 225 ล้านปีก่อน สิ่งที่หลงเหลืออยู่เป็นเพียงส่วนฟันแข็งแรงขดเป็นวงคล้ายก้นหอย สร้างความมึนงงแก่เหล่านักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญไม่น้อย เพราะจินตนาการกันไม่ออกว่าเป็นฟันของสัตว์ชนิดใด จนเมื่อมีการค้นพบกะโหลกศีรษะฉลามสายพันธุ์ใกล้ชิดกันชื่อว่า Omithoprion จึงถึงบางอ้อ!! ว่ามันเป็นส่วนของขากรรไกรล่างของฉลามสายพันธุ์หนึ่ง โดยมีปากม้วนเป็นวงเอาฟันอายุมากที่มีขนาดเล็กกว่าไว้ด้านใน

ฟอสซิลของเฮลิโคไพรออนพบในหลายพื้นที่ของสหรัฐ เช่น ทางภาคตะวันออกของรัฐไอดาโฮ, ยูทาห์ และทางภาคตะวันตกของรัฐไวโอมิง จากฟอสซิลต่างๆที่พบทำให้สามารถแยกแยะปลาสกุลนี้ได้หลายชนิดคือ H. ferrieri, H. sierrensis, H. nevadensis, H. davish, H. bessonovi (holotype), H. ergasaminon และ H. mexicanus ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับปลาในลำดับเดียวกันแล้วเชื่อว่าโดยรวมๆฉลามสกุลนี้น่าจะมีขนาดตัวยาวประมาณ 10-15 ฟุต และไม่น่าจะเป็นปลาที่ดุร้ายนัก แม้จะมีหน้าเป็นอาวุธก็ตาม เพราะฟันที่ม้วนยาวน่ากลัวของมันทำให้ไม่สะดวกในการกินเหยื่อ จะกินได้ก็สัตว์จำพวกมีเปลือกแข็ง ลำตัวนิ่มๆ อย่างพวกกลุ่มหอยโบราณ ญาติๆกับหอยงวงช้างในปัจจุบัน อาจล่าปลาได้บ้างเป็นบางโอกาส แต่เชื่อว่ามันคงใช้วิธีพุ่งเข้าไปหาปลาที่อยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่เสียมากกว่า

นอกจากนี้ ฟันที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือนของเจ้าเฮลิโคไพรออนน่าจะเป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนไหวด้วย ทำให้ว่ายน้ำได้ไม่คล่องแคล่วว่องไวเหมือนฉลามอื่นๆ แต่ปลารุ่นหลังมีวิวัฒนาการไม่เหลือฟันขดม้วนให้เห็นอีก เหลือแต่เพียงฟันเลื่อยคมพร้อมสำหรับการเป็นนักล่าได้เหนือกว่า

 

อันดับ 2 Deinocheirus

 

ไดไนเสาร์สายพันธุ์เดอิโนเชอิรุส(deinocheirus) อาศัยอยู่ทางตอนใต้ของมองโกเลีย ประมาณ 70 ล้านปีมาแล้ว แต่ปัญหาของเราคือเราไม่เคยเห็นตัวของมันเลย รู้แต่ว่าเป็นไดโนเสาร์กินเนื้อเหมือนชนิดอื่นๆ แต่ยังไม่ชัด เราก็ได้แต่เดากันว่ารูปร่างของมันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ทั้งนี้ก็เพราะว่าเราพบแต่ส่วนที่เป็นแขนและอุ้งเล็บของมันเท่านั้น ซึ่งเท่าที่ดูจากโครงสร้างพบว่ามันมีแขนที่ยาวกว่าตัวมันหลายเท่า และอุ้มมือของมันใหญ่มากผิดปกติ มันก็คืออาวุธที่ทรงพลังสามารถฉีดเนื้อเหยื่ออย่างง่ายดาย และมันสามารถใช้ปีนต้นไม้ได้อย่างสบาย

 

อันดับ 1 Amphicoelias fragillimus

 

http://board.postjung.com/434271.html

แอมฟิซีเลียส ฟราจิลลิมัส (Amphicoelias fragillimus) เป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์กินพืชที่ใหญ่ที่สุดเคยมีในโลก ที่มีน้ำหนักราว 122 ตัน และยาวประมาณ 40-60 เมตร แต่ที่น่าเหลือเชื่อก็คือเราค้นพบฟอสซิลของมันยากเหลือเกินคาดว่ามันจะเป็นสัตว์หายาก กระดูกที่ค้นพบส่วนมากจะเป็นกระดูกชิ้นเดียวที่มีขนาดถึง 5 ฟุต  สูงประมาณ 8.8 ฟุต หากได้ฟอสซิสครบถ้วนละก็มันจะกลายเป็นสัตว์ที่ยาวกว่าปลาวาฬสีน้ำเงินอย่างแน่นอน หากแต่จนบัดนี้เราก็ไม่ได้พบฟอสซิลที่ครบถ้วนของมันเลย มันเป็นภาพลวงตาหรือเรื่องหลอกลวงกันแน่?

เมื่อไม่นานมานี้ มีนักล่าฟอสซิลสมัครเล่น พบรอยเท้าไดโนเสาร์กว่า 20 รอย บนที่ราบสูง ในบริเวณพื้นราบสูงของเทือกเขายูรา (Jura plateau at Plagne) ใกล้กับทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองลียงในฝรั่งเศส โดยพบรอยเท้าไดโนเสาร์ซอโรพอดกว่า 20 รอย กินบริเวณกว้างราว 10 เฮคตาร์ (0.1 ตารางกิโลเมตร)   รอยเท้าแต่ละรอย ฝังอยู่ในดินตะกอนยุคจูราสสิค วัดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางได้ประมาณ 1.2-1.5 เมตร คาดว่าเจ้าของรอยเท้าเหล่านี้ น่าจะมีน้ำหนักประมาณ 30-40 ตัน มีความยาวกว่า 25 เมตร และทิ้งรอยเท้าไว้ตั้งแต่เมื่อ 150 ล้านปีก่อน ซึ่งในสมัยนั้นพื้นที่บริเวณนี้มีสภาพเป็นทะเลที่ไม่ลึกนัก และคาดว่ายังมีรอยเท้าไดโนเสาร์ในบริเวณนี้ ที่ยังสำรวจไม่พบอีกนับร้อยหรือพันรอยเท้าได้ ซึ่งทีมวิจัยจะสำรวจต่อในปีหน้า และหากค้นพบรอยเท้าไดโนเสาร์เพิ่มเติมดังที่คาด บริเวณนี้จะกลายเป็นบริเวณที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่มีการค้นพบรอยสัตว์โลกดึกดำบรรพ์ และเชื่อว่าหากสำรวจต่ออาจได้พบฟอสซิลไดโนเสาร์ และอาจได้พบตัว แอมฟิซีเลียส ฟราจิลลิมัส ก็ได้

edit @ 21 Mar 2010 21:05:41 by Jacko Wacko

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????   ??????????????????
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????

Tweet